ผบก.ตร.ภ.จว.กาญจนบุรี เผยกรณีเสือของวัดป่าหลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน หายไปจากกรง ยังไม่มีการแจ้งความจากตัวแทนของวัด แนะ กรมอุทยานฯ เข้ายึดเสือและตั้ง กก.สอบข้อเท็จจริง เพื่อแจ้งความให้ ตร.สอบสวนหาผู้ทำผิดมาดำเนินคดี...
จากกรณีที่ น.สพ.สมชัย วิเศษมงคลชัย สัตวแพทย์ผู้ดูแลเสือของกลางของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตรวจยึดและฝากเลี้ยงไว้ที่วัดป่าหลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี โดยมีพระวิสุทธิสารเถระ หรือ หลวงตาจันทร์ เป็นเจ้าอาวาส ได้ออกมาแถลงว่า เสือพันธุ์เบงกอลชื่อดาวเหนือ อายุ 7 ปี หายไปจากกรงเมื่อ 21 ธ.ค.2557 ต่อมา 26 ธ.ค.ก็มีเสือหายอีก 2 ตัว เสือเพศผู้ชื่อ ฟ้าคราม และเสือเพศผู้ชื่อ แฮปปี อายุ 3 ปีทั้งสองตัว โดยเสือทั้งสามตัวมีการฝังชิปเพื่อแสดงประวัติเฉพาะตัว ซึ่งนายสมชัยได้เปิดเผยข้อมูลกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้หน้าประตูวัดและต่อ เนื่องตามเส้นทางไปที่เกาะเสือ โดยระบุว่ารถต้องสงสัยน่าจะเป็นรถกระบะและรถยนต์รวม 3 คัน โดยนายสมชัยได้เข้าให้ข้อมูลเรื่องเสือหายต่ออธิบดีกรมอุทยานฯ แต่ไม่มีความ คืบหน้าในการตรวจสอบ จึงเปิดแถลงข่าวเพื่อยืนยันว่าตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องเสือที่หายไป และได้ลาออกจากการเป็นสัตวแพทย์ผู้ดูแลเสือที่วัดดังกล่าวแล้ว ทั้งเชื่อว่าหากเสือถูกส่งไปขายต่างประเทศจะมีมูลค่าตัวละ 5 ล้านบาท
ต่อมา นายอดิสร นุชดำรงค์ รักษาการรองอธิบดีกรมอุทยานฯจะประชุมกับ สบอ.3 (บ้านโป่ง) เพื่อตรวจสอบเรื่องเสือหาย หาพบว่ามีมูลก็จะแจ้งความรู้ทุกข์ต่อตำรวจเพื่อสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิด ทั้งระบุว่ากรมอุทยานฯมีความพยายามที่จะนำเสือของกลางออกมาจากวัดหลายครั้ง แต่มีผู้มีอำนาจหลายยุคขอร้องไว้ เพื่อให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของกาญจนบุรี แต่ในครั้งนี้จำเป็นที่ต้องรีบนำเสือของกลางทั้งหมดกลับมาเป็นกรมอุทยานฯ ดูแลเอง โดยเตรียมนำไปไว้ที่ สถานีเพาะเลี้ยงเขาสนและสถานีเพาะเลี้ยงเขาประทับช้าง จ.ราชบุรี
ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 22 มี.ค.58 พล.ต.ต.กมลสันติ กลั่นบุศย์ ผบก.ตร.ภ.จว.กาญจนบุรี เปิดเผยเกี่ยวกับกระบวนการเข้าสู่การสืบสวนสอบสวนของพนักงานสอบสวนว่า ในเบื้องต้นตนได้สอบถามไปยัง พ.ต.อ.บัณฑิต ม่วงสุขำ ผกก.สภ.ไทรโยค ทราบว่า เรื่องนี้ยังไม่มีการแจ้งความร้องทุกข์จากผู้เสียหาย ดังนั้นเมื่อปรากฎเป็นข่าวทางตำรวจยังไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ ในชั้นแรกตนอยากแนะนำไปยังกรมอุทยานฯ ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบการตรวจยึดเสือ ของกลางทั้งหมดในฐานะผู้เสียหายที่จะต้องดำเนินการตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ หากมีของกลางสูญหาย ก็จะต้องดำเนินการแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน เพื่อกล่าวโทษผู้ที่รับมอบอำนาจให้ดูแลรักษาของกลางที่ทำให้รัฐเสียหาย
"เมื่อมีการร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว ตำรวจก็จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป ทางตำรวจพร้อมที่จะรับการร้องทุกข์กล่าวโทษและจะสอบสวนรวบรวมพยานหลัก ฐานเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่เป็นข่าวที่ประชาชนให้ ความสนใจ รวมถึงหากมีเสือของกลางหายไปจริง ก็ถือว่าเป็นเรื่องขออาญาแผ่นดินที่รัฐเป็น ผู้เสียหายอีกด้วย" ผบก.ตร.ภ.จว.กาญจนบุรี กล่าว
ด้าน นายดำรงค์ พิเดช สปช. และ อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ เปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องเสือของกลางวัดป่าหลวงตามหาบัวว่า เรื่องเสือของกลางในวัดป่าหลวงตามหาบัวญาณสัมปันโนที่ จ.กาญจนบุรีนั้น เป็นของกลางที่กรมอุทยานฯ ตรวจยึดไว้ หากเหตุการณ์หรือการกระทำใดๆที่ทำให้ความเสียหายต่อของกลาง กรมอุทยานฯ ถือเป็นผู้เสียหายที่ต้องแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่รับฝากดูแล เสือของกลาง
"เหมือนกับเราเอาปืนไปฝากใครไว้แล้วปืนถูกขโมยไปจากบ้านคนรับฝากดูแลปืนต้อง รับผิดชอบ จะปฏิเสธว่าของที่เสียหายไม่เกี่ยวกับกับคนรับฝากไม่ได้เพราะของอยู่ในบ้าน คนรับฝากเมื่อของหายคนที่ต้องรับผิดชอบคนแรกต้องเป็นคนที่รับฝาก ในส่วนปัญหาเสือของกลางที่กาญจนบุรีมีปัญหามาตลอด ในสมัยตนก็เคยที่จะดำเนินการเคลื่อนย้ายกลับมาให้กรมอุทยานฯ ดูแลเอง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่กรมอุทยานฯ จะต้องพิจารณาเคลื่อนย้ายเสือไปดูแลเองน่าจะเหมาะสมกว่า" อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าว.
ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/488459





0 comments:
Post a Comment